Get Adobe Flash player

ว่าที่ร้อยเอกวิสาร ปัญญชุณห์

รอง ผอ.สพม.๑๐

รักษาราชการแทน ผอ.สพม.๑๐

web link


mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้59
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้2452
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้6577
mod_vvisit_counterสัปดาห์ที่แล้ว16237
mod_vvisit_counterเดือนนี้50037
mod_vvisit_counterสัปดาห์ที่แล้ว61339
mod_vvisit_counterรวมทั้งหมด2747981

We have 16
Your IP 54.91.137.223
,
Today: Sep 23, 2014

 


sillapa2 64

sillapa spm10

เข้าใช้งานโดยคลิกตามชื่อจังหวัดด้านล่างนี้ได้เลยค่ะ

pbi1pknskm1skn1

สพฐ.ตั้งเป้าปี 56 ยกเครื่องระบบดูแลช่วยเหลือ นร.ให้เข้มข้น

User Rating: / 0
PoorBest 

สพฐ.ตั้งเป้าปี 56 ยกเครื่องระบบดูแลช่วยเหลือ นร.ให้เข้มข้น

          “ชินภัทร” เผยข้อมูลคัดกรอง นร.และกรมสุขภาพจิต ชี้เด็กกลุ่มพิเศษมีเพิ่มขึ้นถึง 20% ยอมรับการยกระดับคุณภาพผู้เรียนเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ต้องเริ่มคัดกรองแต่ต้นโดยจะนำระบบดูแลช่วยเหลือ นร.มาใช้ ตั้งเป้าปี 56 ยกเครื่องระบบ ให้เข้มข้นขึ้น
          นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยภายหลังประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่า ที่ประชุมได้รับทราบผลการตรวจราชการ จากผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ซึ่งเรื่องหนึ่งที่ สพฐ.ได้หยิบยกมาหารือในที่ประชุม คือ ประเด็นการพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนให้มีความเข้มแข็งและมีกลไกที่จะ ช่วยดูแล คัดกรอง และส่งต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากมีข้อมูลผลการคัดกรองนักเรียนและข้อมูลจากกรมสุขภาพจิต พบว่า ขณะนี้ภาพรวมของเด็กที่อยู่ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ต้องการได้รับการดูแลพิเศษ หรือเด็กกลุ่มพิเศษ ซึ่งอยู่ในขอบข่ายที่สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สพฐ.ทำหน้าที่ดูแลอยู่นั้น มีจำนวนถึง 20% แบ่งออกเป็น 5 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ 1.กลุ่มที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ หรือ แอลดี ประมาณ 10-15% 2.กลุ่มเด็กสมาธิสั้น มีประมาณ 8%, 3.กลุ่มเด็กที่มีปัญหาพฤติกรรมและอารมณ์ ประมาณ 5% ,4.กลุ่มเด็กออทิสติก พบ 1 ใน 88 คน คิดเป็น 1.13% และ 5.กลุ่มที่มีความพิการทางกายภาพ ได้แก่ หูหนวก ตาบอด ร่างกายพิการ และยังบกพร่องทางสติปัญญา ประมาณ 2%
          “ เด็กทั้ง 5 กลุ่มเหล่านี้อาจจะมีความบกพร่องทับซ้อนกันบ้าง แต่โดยรวมแล้วมีจำนวนประมาณ 20% ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ให้ สพฐ.ทราบว่าการดำเนินการเพื่อสร้างและพัฒนาระบบดูแลและช่วยเหลือนักเรียน นั้นมีความสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อพบว่าปัญหาดังกล่าวมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาผู้เรียน การพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน โดยไม่ได้ดูที่ต้นเหตุของปัญหาจะทำให้แก้ไขได้ยาก เพราะฉะนั้น ต้องเริ่มค้นหาต้นเหตุหรือสาเหตุของปัญหาแกละแก้ไขตั้งแต่ระยะต้น นั่นคือ ต้องคัดกรองนักเรียนที่มีปัญหาและพัฒนาช่วยเหลือซึ่งทำให้การดูแลมี ประสิทธิภาพมากกว่าตามแก้ปัญหาภายหลัง”เลขาธิการ กพฐ. กล่าว
          นายชินภัทร กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมได้ให้ข้อเสนอแนะว่าควรจะต้องทำระบบคัดกรองเด็กและการส่งต่อเด็ก ที่มีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันต้องสร้างความเข้มแข็งให้สถานศึกษา โดยเสนอว่าควรจะมีคณะกรรมการช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษา 1 ชุดและมีเจ้าหน้าที่จากภายนอกคอยให้การช่วยเหลือ นอกจากนี้ จะต้องสร้างกลไกช่วยเหลือดูแลนักเรียนในลักษณะองค์รวม เช่น กรณีเกิดเหตุการณ์กระทำรุนแรงต่อเด็ก โรงเรียนจะมีหน้าที่ดูแลเบื้องต้น มีเขตพื้นที่การศึกษาคอยให้การสนับสนุน และสพฐ.เป็นหน่วยงานประสาน ทั้งนี้ เบื้องต้น สพฐ.จะขยายผลโดยใช้หน่วยเฉพาะกิจดูแลช่วยเหลือนักเรียน (ฉกชน.) ของ สพฐ. และ ฉกชน.ประจำเขตพื้นที่การศึกษาฯ ก่อนและในอนาคตที่หากโรงเรียนมีคณะกรรมการช่วยเหลือนักเรียนประจำโรงเรียน แล้วทั้งหมดจะทำงานช่วยเหลือกัน พร้อมกันนี้ ต้องทำหลักสูตร คู่มือสำหรับครูที่เป็นองค์ความรู้ในเรื่องการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ครอบคลุมการควบคุมพฤติกรรมของนักเรียน เช่น เรื่องการลงโทษอะไรที่ทำได้ อะไรทำไม่ได้ เป็น เพราะฉะนั้น ในปีการศึกษา 2556 การพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนจะเป็นจุดเน้นสำคัญที่ สพฐ.ต้องดำเนินการยกระดับให้มีความเข้มข้นมากขึ้น

--ASTVผู้จัดการออนไลน์--